วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ตำนาน ภูกระดึง
ตำนาน ภูกระดึง ... Dr. A. F. G. Kerr
คุณหมอ Kerr หนึ่งในชาวต่างชาติผู้พิชิตภูกระดึงเป็นพวกแรก
Dr. A. F. G. Kerr: หมอไอริช - นักพฤกษศาตร์ ผู้พิชิตภูกระดึง
ลุงจิ๊บ...เรื่อง
นอกจาก "นายพราน" ตามตำนานเล่าขานที่ตามกระทิงขึ้นภูกระดึงแล้ว หนึ่งในบุคคลกลุ่มแรก ๆ ที่ได้ขึ้นไปสำรวจภูกระดึง(หรือน่าจะเป็นชาวต่างชาติคนแรกด้วยซ้ำ) คือ Dr. A. F. G. Kerr ที่ได้ขึ้นไปสำรวจ และเก็บตัวอย่างพรรณไม้แห้งบนภูกระดึง ในอดีต ซึ่งคงน่าสนใจไม่น้อยเพราะ พืชพันธุ์บนภูมีความแตกต่างจากต้นไม้บนพื้นราบรอบข้างอย่างชัดเจน เพราะเป็นพืชประเภทสน ที่อยู่ในเขตอบอุ่นหรือเมืองหนาว
การสำรวจคราวนั้นจะเป็นเมื่อปีพ.ศ.ใดไม่ทราบชัด แต่ในหนังสือ "ป่าไม้และพรรณพฤกษชาติ ภูกระดึง" ของคุณ ธวัชชัย สันติสุข ผู้อำนวยการส่วนพฤกษศาตร์ป่าไม้ นั้นระบุว่าน่าจะเป็นสมัยก่อนหน้าปี 2463 ก่อนหน้าการสร้างพระพุทธเมตตาบนภูกระดึง เส้นทางที่ใช้ก็ขึ้นจากบริเวณบ้านศรีฐาน
Dr. A. F. G. Kerr | อันที่จริง Dr. A. F. G. Kerr เดิมทีเป็นนายแพทย์ชาวไอร์แลนด์ ที่รับราชการอยู่กับรัฐบาลไทย ต่อมาได้หันความสนใจมาสู่เรื่องพันธุ์พืชในประเทศไทย และหันมารับราชการเป็นนักพฤกษศาตร์ จนเป็นหัวหน้ากองตรวจพันธุ์รุกขชาติ กระทรวงพาณิชย์ (ในสมัยนั้นสังกัดกระทรวงพาณิชย์) |
จากการค้นคว้าเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต ได้พบว่า คุณหมอท่านนี้ ยังเป็นนักพฤกษศาตร์คนสำคัญของประเทศไทย และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ได้เก็บตัวอย่างพืชพันธุ์กว่า 2 หมื่นชนิดในไทย ในระหว่างการทำงานในช่วงปี 1902- 1932
Dr. A. F. G. Kerr | คุณหมอ Kerr หนึ่งในชาวต่างชาติผู้พิชิตภูกระดึงเป็นพวกแรก ภาพจากเว็บไซต์ภาคภาษาอังกฤษของกรมป่าไม้ ตัวอย่างความสำคัญของคุณหมอจะเห็นได้จาก พันธุ์ไม้ตระกูลบัวผุด (Raffiesia) ที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นพันธุ์ของโลก ในปี พ.ศ.2527 ว่า Raffiesia Kerrti Meijer โดย Dr.M.Meijer จากมหาวิทยาลัย Kentucky ประเทศอเมริกา โดยตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่ Dr.A.F.G.Kerr นายแพทย์ไอริช ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2472 |
เชียงคาน นานนาน นะเธอ....
ไม่ได้มีใครถาม ไม่ได้มีใครชวนหรอก แต่โน้ตไว้ในไดอะรี่ แปะวันเวลาไว้กับปฏิทิน ตกลงกับตัวเองว่า...ตั้งใจจะไปไหนสักแห่ง...ในมุมเงียบ ไม่วุ่นวายสักสามสี่วัน จะว่าไปแล้ว เป็นผู้หญิงก็ยุ่งยากมากหน่อยกับการเดินทางแบกเป้ เดินเดี่ยว ขาดบอดี้การ์ดประชิดตัว แต่ เรื่องใจ..ไม่ต้องห่วง !!!ใจใครก็ใจใคร...
คนเราออกเดินทางด้วยเหตุผลต่างๆ กัน ...ผจญภัย ...พบเจอ...สังสรรค์... ผ่อนพัก..หยุดนิ่ง..และทบทวน บางทีนั่นก็เป็นความสุขแล้วสำหรับคนบางคนกับปลายฝนต้นหนาวท้ายปีในเดือนหมอกห่มคลุม ออกจากสังคมเมืองวุ่น เอ็มพี 3 เพื่อนคู่หู ทำงานตั้งแต่ รถประจำทางออกเคลื่อน หลับๆ ตื่นในห้วงฟ้ามืด กว่า 8 ชม. ก็ถึง...เชียงคาน อำเภอเล็กๆ ติดชายแดนไทย-ลาว เลียบลำน้ำโขง อีกหนึ่งอำเภอของจังหวัดเลย
ความช้า ง่ายๆ ไร้พิธีรีตอง ผู้คนไม่ขวักไขว่ ร้านรวงบ้านช่องยังคงดิบเดิม บ้างเป็นไม้ทั้งหลัง ประตูบานเฟี้ยม เก้าอี้แคร่ตัวย่อมวางอยู่หน้าบ้านเหมือนๆ กัน เรื่อยเดินไปถึงริมฝั่งโขง
สิ่งที่อยู่ปรากฏตรงหน้า ทำเอาสะกดใจซะอยู่หมัด ให้ตาย!! นั่นมันหมอกใช่มั้ยนะ ? หันรีหันขวางสำรวจรอบๆ ให้แน่ใจว่า ไม่ได้มีใครพร้อมใจก่อควันไฟกันต้มยำทำแกงเป็นประชาคมในตอนนี้ ยามนี้อากาศที่ห่อหุ้มเราอยู่น่าจะราวๆ สัก 10 องศาเห็นจะได้ ที่หนาๆ คละคลุ้งคลุมผืนน้ำ แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย นั่นคือ หมอก หมอก และก็หมอก ไม่นานนัก...แดดยามสายเริ่มตื่น มองเห็นสายน้ำไหลเอื่อย หลายชีวิตทอดตัวอยู่บนผืนน้ำสีทอง...เรื่อยมอง หมู่บ้านเล็กๆ ริมโขงที่ผสมผสานและหน่วงเหนียวอะไรไว้มากมาย ความไม่รีบเร่ง ความเงียบของที่นี่ ทำให้บางคนแถวนี้ใจไหวๆ คิดถึงบ้านเก่าและคิดถึงใครบางคน...
ไม่ไกลจากนั้นมี “แก่งคุดคู้” ทะเลสันดอนทรายที่ในยามน้ำแห้ง สามารถลงไปเดิน ตั้งเก้าอี้ นอน นั่ง ได้สบายชีวี ที่นี่เป็นแหล่งพักผ่อนของคนมาเยือนเชียงคาน แถมมีร้านค้า ร้านอาหารพื้นเมืองให้ได้เลือกชิมเลือกชม เด็ดสุด น่าจะเป็น “มะพร้าวแก้ว” สุดอร่อย ขึ้นชื่อติดดาว
ยามเย็นหลังแดดเริ่มลดทอนความกร้าว...ถนนตัวหนอน เลียบน้ำโขงกลายเป็นถนนมิตรภาพ มีทั้งเด็กเล็กวิ่ง เดินเล่น กลุ่มแม่บ้านตั้งวงคุยริมรั้วลำน้ำโขง บ้างบ้างเดิน-วิ่ง หาความกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกาย บ้างตั้งวงกินข้าวยามเย็นรับตะวันคล้อยตกดิน
ฉากหลัง...ที่เห็นเป็นสายน้ำโขงสีชมพู อมม่วง...มองด้วยตาเปล่า แทบไม่เชื่อว่านี่คือภาพจริง...เชียงคานน่าจะเป็นอีกเมืองผ่านที่ไม่ควรเลย สำหรับคนกล้าเหงา เพราะที่นี่มีรอยจาง-จาง ของความเก่าหล่อเลี้ยงหลายต่อหลายลมหายใจ เชียงคานมีคนใจดี ทุกซอกทุกมุม ยิ้มส่ง ยิ้มรับ ถึงกันไม่มีเขิน....ที่นี่ปะปนระหว่าง คนเดินช้า กับคนเดินเร็ว คนใจดีต่อหน้าและคนใจดีลับหลัง ทุกอย่างดำเนินไม่ว้าวุ่นเหมือนเมืองกรุง มีแต่กลิ่นฟุ้งๆ ของความเป็นมิตรที่ไม่อยากให้ใคร มาเทสี....ความเปลี่ยนแปลง
*ท้ายที่สุดขอให้เชียงคาน อยู่ในเสน่ห์ที่ไม่ต้องแต่งเติม ไร้ข้อแม้...อย่างนี้ ไปนาน นาน...
การเดินทาง
รถส่วนตัว : จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ผ่านตัวเมืองสระบุรี ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์เข้าทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือ ถึงตัวจังหวัดเลยใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 1 ชั่วโมง หรือใช้เส้นทางจากสระบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 มิตรภาพผ่านจังหวัดนครราชสีมาถึงจังหวัดขอนแก่น เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ แล้วใช้เส้นทางหมายเลข 201 เข้าเขตจังหวัดเลย ที่อำเภอภูกระดึง อำเภอวังสะพุง ถึงตัวจังหวัดเลยได้เช่นเดียวกัน
รถประจำทาง : บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทางวิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-เลย ทุกวัน ทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง รายละเอียดสอบถามที่สถานีขนส่งสายอีสาน ถนนกำแพงเพชร 2 (หมอชิต 2) โทร.0-2936-0667, 0-2936-0657 วิ่งเส้น กทม.-เพชรบูรณ์-อ.หล่มสัก-อ.หล่มเก่า-อ.ภูเรือ
Story Widchuda Channarong / Photo สกู๊ตเตอร์สีชมพู
http://axcscooter.multiply.com
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร weekend
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
พระพุทธบาทภูควายเงิน
แก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ เป็นแก่งหินขนาดหใญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ห่างจากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยหินก้อนใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมาก ตัวแก่งกว้างใหญ่เกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง มีกระแสน้ำไหลผ่านไปเพียงช่องแคบ ๆ ใกล้ฝั่งทะเลไทยซึ่ง กระแสน้ำเชี่ยวกราก เวลาที่เหมาะชมแห่งคุดคู้ที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้ง มองเห็น เกาะแก่งต่าง ๆ ชัดเจน บริเวณแก่ง มีร้านอาหารจำหน่ายมากมายด้วยครับ
ไปเชียงคานมา

หากเอ่ยถึงว่าหากมาจังหวัดเลยแล้วจะไปเที่ยวที่ใด คำตอบซักประมาณ 50% ก็คงจะตอบว่า ภูกระดึง อีก 45% ก็จะตอบว่า ภูเรือและภูหลวง แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่า จังหวัดเลยก็มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น นาแห้ว ภูผาล้อมและอีกมากมาย แต่ที่ที่อยากไปเที่ยวเพื่อความสงบและไปแบบมีความสุขกับความเก่าและย้อนหลังหาอะไรที่ คาสสิกๆ ดูก็คงจะต้องไปที่เชียงคาน
คุณสามารถไปเที่ยวหาความเก่าแก่และมีอารยธรรมที่สวยงาน คุณสามารถไปได้ที่เชียงคาน อาจจะไม่ต้องไปถึงปายก็ได้ เพราะว่าเชียงคานเป็นเมืองที่น่าเทียว และมีอารยธรรมที่เก่าแก่มากมายให้ศึกษา อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ติดแม่น้ำโขง และยังมีถนนชายโขง ซึ่งเป็นถถนสายที่สำคัญและสวยงานอีกด้วย
เชียงคานเป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงสงบเงียบ มีที่พัก ร้านอาหารและบริการล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งโขง นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกที่ขึ้นชื่อของอำเภอคือผ้านวม มะพร้าวแก้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนไม่ควรพลาดที่จะซื้อเป็นของฝากและยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้นักเดินทางได้สัมผัสอีกด้วย
เชียงคาน…ธรรมดาที่พิเศษ เพราะคนจะลงแดงตายจากการไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลยในช่วง2-3เดือน วันๆชีวิตมีแต่งาน งานและงาน ครั้นมีเวลาแม้เพียง2วันก็ไขว่คว้า..ทริปสั้นๆง่ายๆไม่ต้องออกแบบก็เริ่มขึ้น “เชียงคาน” จุดหมายที่แอบซ่อนเงียบๆในใจ มาเอะอะจะไป จะไป ก็อีตอนที่พี่ชมไพรโทร.หาเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ขณะที่พี่ชมไพรอยู่ที่..เชียงคาน.. ข้อความประมาณว่า ที่นั่นสงบมาก ที่พักสวย เจ้าของใจดี ค่าที่พัก 400 บาท ยกบ้านให้ครองทั้งหลัง เจ้าของไม่ได้พักที่เกสต์เฮ้าส์ด้วย ฟังๆดูเหมือนเจ้าของจะทำงานศิลปะ ประมาณนั้น ที่พักคือ “ เรือนแรมลูกไม้” … ไม่ใกล้ไม่ไกล ไม่ไปไม่ได้แล้ว..ฉันบอกสมาชิกว่า..ไปเชียงคาน สองเสียงบอกว่าไป ไปไหนก็ได้ขอให้ได้ไป ดูเอาเถอะคนเราไม่สนปลายทาง ความสำคัญอยู่เพียงจุดเริ่มต้น ขอให้ได้ออกนอกเขตเทศบาลเท่านั้นพอ“ทำไมต้องเชียงคาน ที่นั่นมีอะไร “ อีกสาวอยากไปแต่ถามหาหลักการและเหตุผล“ถ้าที่ลาวมีหลวงพระบาง ที่เชียงใหม่มีปาย ที่เมืองเลยก็มีเชียงคาน จะไปมั้ยล่ะ “ 2 กันยา’49 ระยะทางกว่า 257 กม.ทางหลวงหมายเลข 201 เดินททางตามป้าย บังคับเลี้ยวขวาเมื่อถึงทางแยกท่าลี่-เชียงคาน ถ้าไม่มัวเลี้ยวรถตามหนุ่มไหนซะก่อน ก็คงได้ถึงเชียงคานแน่นอนเส้นทางจากขอนแก่นไปเมืองเลยมีช่วงลอดอุโมงค์ต้นไม้ ทางโค้งสวยๆ หมายมาดไว้ว่าขากลับจะเก็บรูปมาให้ได้วิภาเลี้ยวรถเข้าถนนชายโขง เรามองหาเรือนแรมลูกไม้ แต่ไม่เจอ เราอาจเลี้ยวผิดซอย ไม่เป็นไรค่อยมาหาใหม่เรื่องใหญ่ตอนนี้คือ หาที่กินกันก่อน ว่ากันว่ามาเชียงคานต้องทานพล่ากุ้งเต้น..กุ้งสดๆเต้นเห็นๆ กุ้งฝอยชุบแป้งทอด ลาบปลา ต้มยำปลาแม่น้ำโขง ส้มตำแซ่บๆ โอ๊ย..ไปเลยวิภา เหยียบให้จมคันเร่งเลยน้อง ท้องมันหิว“แก่งคุดคู้” แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเชียงคาน ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 3 กิโลเมตร ว่ากันว่าเป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ในช่วงโค้งของลำน้ำโขงพอดี ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวไหลผ่านแก่ง ในหน้าน้ำ น้ำจะท่วมจนมองไม่เห็นแก่ง เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้งมองเห็นเกาะแก่งชัดเจนมีโค้งสันทรายริมแม่น้ำ สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสสายน้ำโขงและธรรมชาติสองฝั่งอย่างใกล้ชิด ท่าเรือบริเวณลานจอดรถมีบริการเช่าเรือยนต์ล่องแม่น้ำโขงโดยใช้เวลาไป-กลับประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะเรามาหน้าฝน แม้จะเป็นวันที่ฝนไม่ตก แต่น้ำโขงก็เต็มฝั่ง สีน้ำเหมือนชาเย็นใส่นม กว้าง ไหลเร็วและแรงเรามองไม่เห็นแก่งฉันว่าแก่งคุดคู้น่าจะมาจาก..แก่งคดโค้งแต่ธิดาบอกว่าน่าจะมาจากเกาะแก่งกลางแม่น้ำที่ทำตัวคุดคู้…อาจต้องขึ้นตัววิ่งใต้จอคอมพ์ว่า..โปรดใช้วิจารณญาณในการฟัง…(อ่าน)
ขับรถกลับเข้าตัวอำเภอ เลาะริมถนนชายโขงอีกครั้งนั่นไงๆถึงแล้ว เรือนแรมLoogmai guesthouse ตอนที่เรามาถึง คุณหน่อยเจ้าของเกสเฮ้าส์กำลังเล่านิทานและสอนเด็กๆวาดรูป ขัดจังหวะความสุขของเด็กๆเล็กๆ คุณหน่อยพาเราขึ้นไปดูห้อง ถูกใจมากๆ ฉันกับธิดาเลือกนอนห้องใหญ่ ส่วนวิภากับรติไม่มีทางเลือกได้นอนห้องเล็ก ต่างกันเพียงขนาดของห้องและราคา แต่ accessories อื่นๆเหมือนกัน ตกลงกันได้ต่างก็แยกย้ายกันเข้าพัก … นอน รอบบ่าย ไม่รู้ไปอดหลับอดนอนมาจากไหน ง่วงสุดๆวิภาหอบหมอนมานอนบนเตียงด้วยกันกับฉันและธิดา สักพักรติก็หอบหมอนมานอนบนพื้นข้างเตียงนอนกันเป็นปลาทูแดดเดียว รักกันเหนียวแน่น …. บังอรเอาแต่นอน…ตื่นอีกทีบ่ายสี่โมงเย็น … ได้เวลาเดินเล่น…ชมคาน..เอ๊ย! เชียงคานจากที่พักเราเดินเลาะเลียบถนนเล่นๆเรื่อยๆ บ้านเรือนที่เห็นส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้สองชั้นบ้าง ชั้นเดียวบ้างเป็นบ้านไทยดูว่าเก่า มีบ้านปูนสมัยใหม่แซมบ้าง ถนนหนทางไม่ค่อยมีรถวิ่งเท่าใดนัก อาจเพราะเป็นถนนชายโขง ไม่ใช่ถนนเมนหลัก ทำให้ถนนสายนี้น่าเดินเล่นเป็นยิ่งนัก เดินไม่ไกลก็ถึงวัดศรีคุณเมือง มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ สร้างในแบบแปลกตา รูปร่างคล้ายโบสถ์ตามวัดภาคเหนือ ด้านหน้าโบสถ์มีภาพจิตรกรรฝาผนังอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติ จากวัดก็เดินไปตลาดสด หาของทานเล่นติดมือกลับที่พัก โดยเลือกเดินถนนอีกเส้นที่ติดริมโขงซึ่งจะเป็นเส้นหลังเกสเฮ้าส์ เดินไปถ่ายรูปไปเพลินๆ ตอนที่เรากลับถึงที่พักพบว่าประตูบ้านด้านหลังถูกปิด เดินอ้อมไปด้านหน้าเจอข้าวของวางกองไว้หน้าบ้านนั่งเล่นพักเล็กๆเจ้าของบ้านก็มาและบอกเราว่ายกบ้านทั้งหลังไว้ในมือเรา กุญแจที่ได้มีสองดอก หนึ่งคือกุญแจห้อง อีกหนึ่งคือกุญแจบ้าน คุณหน่อยเตรียมจักรยานไว้ให้เรายืมสองคัน คุณสมเกียรติแฟนคุณหน่อยแนะนำร้านอาหารและพูดคุยกับเราอย่างเป็นกันเอง ก่อนจากไป ยกบ้านหลังใหญ่ให้เราสี่คนได้ครอบครอง“ เพียง 300 - 500 บาท ก็ได้เป็นเจ้าของเกสเฮ้าส์หนึ่งคืน…เย้… “ เย็นนี้ มีคนปั่นจักรยานให้นั่ง ตระเวณหาร้านที่คุณสมเกียรติแนะนำ หาจนเจอแต่ร้านปิด ปั่นย้อนกลับทางเดิมไปยังเชียงคานเกสเฮ้าส์ที่มีร้านอาหารชื่อคิดถึง ทั้งร้านมีเพียงพวกเรา อย่าอิจฉาอย่าหิวล่ะถ้ารู้รายการอาหารปลาคังลวกจิ้ม ปลาคังผัดฉ่า ต้มยำปลาแม่น้ำโขง (เดาว่าปลาคัง) และผัดผักบุ้งธรรมดา ที่พอทานแล้วอร่อยไม่ธรรมดา … จากโต๊ะที่นั่งเราสามารถองเห็นแม่ครัวที่กำลังทำอาหารให้เรา โอว์พระเจ้าจอร์จ…อายุรวมกันกว่าสองร้อยปี มีคุณยายผมสีดอกเลา แต่ยังแข็งแรงช่วยทำอาหารด้วย ลงคุณป้าคุณยายเป็นแม่ครัว น่าจะรับประกันได้ถึงความอร่อย … และแม่ครัวทั้งสามท่าน อืมม…สามแม่ครัว ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง อาหารทั้งหมดถูกเราจัดการจนหมดสิ้น ไม่เหลือซากหรือหลักฐานใดให้คุณหมอพรทิพย์พิสูจน์ได้เลย …
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณ
www.pantown.com/board.php?id=3718&area=1&name=board1&topic=194&action=view
ไว้ด้วที่ให้ข้อมูลมากมาย
แล้วพบกันที่เชียงคาน


























